Category Archives: บทความอื่นๆ

สรุปรางวัลขวัญใจมหาชน People Choice’s Awards 2014

People Choice Awards 40th

People Choice Awards 40th

ประกาศผลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัล People’s Choice Awards ครั้งที่ 40 ที่ปีนี้กลับมาจัดกันที่ลอสแองเจลิส พร้อมได้ 2 นักแสดงสาวอย่าง Kat Dennings และ Beth Behrs จากซีรียส์สุดฮิต 2 Broke Girls มาทำหน้าที่เป็นพิธีกรสร้างสีสันให้กับงานครั้งนี้ Continue reading

Advertisements

จับตาดูงานประกาศรางวัลแกรมมี่อวอร์ด ครั้งที่ 56

Grammy Awards 2014

Grammy Awards 2014

ประกาศรายชื่อของผู้เข้าชิงรางวัลจากเวทีอันทรงเกียรติกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานแกรมมี่ อวอร์ด ครั้งที่ 56 ที่กำลังเตรียมจัดขึ้นที่สเตเปิลส์เซ็นเตอร์ในมหานครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 26 มกราคม 2014 ซึ่งครั้งนี้มีศิลปินมากมายที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจ่างๆเกือบ 40 สาขาด้วยกัน โดยมีศิลปินอย่า Justin Timberlake และ Macklemore & Ryan Lewis ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงมากที่สุด

Continue reading

…ต้นเหตุแห่งความ “แป๊ก!!!” ของศิลปินยุคใหม่…

ทุกวันนี้เราคงปฏิเสธปฏิเสธไม่ได้ ว่าศิลปินหลายต่อหลายคนในวงการเพลง แลดูเหมือนจะกลับมาแบบยิ่งใหญ่ และคุยเฝือเพราะคิดว่าเมื่อกลับมาจับไมค์ร้องเพลงอีกครั้งจะกลับมาบูมตู้มต้ามเท่ากับสมัยก่อน จนทำให้เพลงวิ่งทะยานขึ้นสู่ชาร์ตทั่วโลกได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นว่า เพลงใหม่ๆที่ออกมานั้น ดันร่วงผล็อยไปไม่เป็นท่าเพราะหลายๆสาเหตุ ซึ่งวันนี้ เดี๊ยนได้ลองเขียน 7 สาเหตุแห่งความ “แป๊ก” มาให้ได้ลองอ่านเล่นๆกันดูค่ะ

…………………………………

Demi Lovato

Demi Lovato

“แป๊ก” เพราะ แนวเพลงไม่เข้ากับเสียงร้อง

ศิลปินหลายต่อหลายคนที่กลับมาทำงานเพลง มักจะจับโปรดิวเซอร์มากหน้าหลายตามาชูโรงเพื่อให้อัลบั้มออกมาเก๋ไก๋สไลเดอร์ และดูเข้ากับความ Modern ของโลก ซึ่งแน่นอนว่า ดนตรีและทำนองที่ออกมานั้น มันมีทั้ง “เป๊ะ” และ “เละ” ปนกันไป ในขณะที่เสียงร้องและความสามารถของศิลปินนั้น ยิ่งกลับสวนทางกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการใช้เทคนิคดัดแปลงมหาภัย หรือที่รู้จักกันในนามของ AUTOTUNE ซึ่งแฟนคลับส่วนหนึ่งต่างก็ต้องส่ายหน้า (เช่น Mariah Carey หรือ Demi Lovato กับเพลงใหม่ๆ) ไม่ไหวจะเคลียร์กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ศิลปินบางคนพยายามเปลี่ยนแนวเพลงให้ทันสมัยเว่อร์ด้วยการนำดนตรีแนวเทคโนมาช่วยให้รุ่ง แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเธอและพวกเขาเหล่านั้นดัน “ตกม้าตาย” ตั้งแต่เพิ่งเริ่มก้าวเท่านั้น…ลองจินตนาการอัลบั้ม Bionic ของ Christina Aguilera เบาๆ ที่แม้หลายต่อหลายเพลงจะออกมาโอเคดูดี แต่หลายๆเพลงก็ออกมาแล้วสวนทางกับความสามารถ และเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ที่มีมาแต่อ้อนแต่ออด

…………………………………

Lady GaGa

Lady GaGa

“แป๊ก” เพราะตัวศิลปินล้วนๆ

ศิลปินบางคนแต่งงานแล้วแฟนคลับหดหาย ศิลปินบางคนทำอัลบั้มแต่กลับไม่โปรโมท ศิลปินบางคนทำเรื่องชั่วไว้ในอดีต ศิลปินบางคนทำตัวน่าหมั่นไส้เสียเต็มสตรีม ศิลปินบางคนขี้เกียจ นี่แหละค่ะตัวของศิลปินล้วนๆที่ทำให้อัลบั้มและเพลงใหม่ของพวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพฤติกรรมหลายอย่างเหล่านี้ อาจไม่เพียงลดจำนวนแฟนคลับที่เคยชื่นชมชื่นชอบลง แต่มันกลับทำให้คนเริ่มเอือมระอาและหันไปฟังเพลงของศิลปินอื่นๆมากขึ้น ลองนึกถึง Justin Bieber ว่าทุกวันนี้ฐานแฟนคลับส่วนหนึ่งค่อยๆหดหายไป ในขณะที่แฟนคลับของ One Direction กลับเพิ่มขึ้น เพราะว่า Justin มีข่าวคาวเสียหายบ่อยครั้ง ซึ่งมีแต่คนที่คิดได้เท่านั้นที่รู้ว่าอันไหนที่ถูก อันไหนที่ผิด….ต่อด้วย Lady GaGa ที่แม้ฐานแฟนคลับยังคงแน่นเปรี๊ยะ แต่กระนั้น Little Monster บางคนก็แอบเอือมไปกับพฤติกรรมลับๆล่อๆ จากข่าว Gossip วงในว่านางทำอย่างนั้น นางทำอย่างนี้ ทำให้ความเอือมระอา เป็นตัวผลักดันให้ความใส่ใจเดิมที่มีลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

…………………………………

“แป๊ก” เพราะต้นสังกัดยอดแย่

Ke$ha

Ke$ha

เรื่องของต้นสังกัด คงเป็นเรื่องที่เราต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจอยู่แล้ว อันนี้พยายามจะเลี่ยงไม่พูดถึง RCA Records โดยตรงๆ และสาเหตุหลักที่ทำให้อัลบั้มต่างๆเป็นหมัน คงหนีไม่พ้นการแผนการโปรโมทแบบง่อยๆที่บรรดาแฟนคลับต่างก็เห็นดีเห็นงามอยากให้ตัวของศิลปินบางคนขี่จรวดนั่งเจ็ทหนีห่างจากต้นสังกัดเดิมไปซบต้นสังกัดใหม่ เพราะต้นสังกัดนั้นเป็นต้นเหตุแห่งความเศร้าใจของหน้าที่การงานที่ไปไม่รอดนั่นเอง ไม่เพียงแค่แผนการโปรโมทเน่าอย่างเดียว ต้นสังกัดบางค่ายยังมีการประกาศเลื่อนแบบอีเรื่อยเฉื่อยแฉะ บ้างก็เปลี่ยนใจไม่ปล่อยอัลบั้มกะทันหัน ซึ่งก็ทำให้ตัวศิลปินต่างก็ไม่พอใจ เพราะนอกจากเพลงจะไม่ออกมาตามกำหนดแล้ว พอเอาเข้าจริง กระแสของเจ้าตัวกลับดรอปลงไปเยอะเกินจะรับไหว และปลุกปั้นได้ใหม่ จากนักร้องเกรด A กลับเหลือเพียงเกรด C และ B บ้างก็ไปอยู่ปลายแถวเลย ยกตัวอย่างเช่นสาว JoJo เป็นต้น ที่สุดท้ายก็ต้องออกมาฟ้องร้องต้นสังกัดของตัวเอง ด้วยเหตุผลประการฉะนี้นี่เอง

…………………………………

Mariah Carey

Mariah Carey

“แป๊ก” เพราะโรคไส้เลื่อน

การประกาศเลื่อนอัลบั้มออกไป ไม่ว่าจะเป็นด้วยตัวของศิลปินเอง หรือว่าทางต้นสังกัด มันช่างเป็นสิ่งที่กัดกร่อนหัวใจของเหล่าบรรดาสมุนที่รอคอยมานานแสนนาน ราวกับ “เด็กที่ถูกหลอกว่าจะให้อมยิ้มตอนเย็นหลังเลิกเรียน…แต่ผลสุดท้ายดันบอกว่าค่อยเอาพรุ่งนี้แล้วกันนะ” ความรู้สึกแย่มักจะถูกทำให้แย่ลงไปอีกเมื่อมีการประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่มีกำหนดการที่ชัดเจน ส่งผลให้คลื่นลูกใหม่ที่โด่งดังเฉพาะกลุ่มถูกดันจนสูงลิบลิ่ว และรวบตึงเอาความโด่งดังกับกะตังไปนอนกอดสบายใจ ดูตัวอย่างเช่น Ariana Grande นักร้องสาวเสียงเพราะที่ถูกพูดถึงในวงกว้างตอนนี้ ดั้งเดิมเธอดังเฉพาะแค่ไม่กี่ประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่าความสามารถที่มีอยู่ ดันให้ตัวเองเปรี้ยงปร้าง จนหลายๆคนเอาไปเปรียบเทียบกับนักร้องระดับตำนานอย่าง Mariah Carey ที่ประกาศเลื่อนอัลบั้มของตัวเองออกไป แล้วอย่างนี้มีหรือ ที่เมื่ออัลบั้มใหม่ของคุณนายหนองโพออกมาแล้ว จะไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคลื่นลูกใหม่ ตราบใดที่ผลงานที่ถูกเลื่อนไม่ถูกทำออกมาให้เทียบเท่าหรือดีกว่าเดิม

…………………………………

Westlife

Westlife

“แป๊ก” เพราะมันคือยุคใหม่..หมดยุคเก่าแล้ว

แม้ทุกวันนี้ผลสำรวจจะพบว่า นักฟังเพลงทั่วโลกทุกคนยังคงฟังเพลงเก่าๆกันอยู่ เพราะมันคือสิ่งที่คงความคลาสสิคและตัวเพลงอันหวานหู แต่เพลงเหล่านั้นมักเจาะลึกได้เฉพาะกลุ่มของผู้ฟังเท่านั้น ในขณะที่ศิลปินหน้าใหม่ เริ่มค่อยๆมาลบรอยเสือของศิลปินเดิมๆโดยใช้ความสามารถที่เท่าเทียมกันตามเหตุผลที่ว่า “มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ” ส่วนที่ขอไม่ระบุว่าเป็นศิลปินคนไหนนั้น เป็นเพราะว่า เมื่ออนาคตมาถึง ศิลปินแทบทุกคนก็จะเป็นแบบนี้กันไปหมด เว้นเพียงแต่ว่า นักฟังหน้าใหม่ จะเลือกพูดถึงอะไรเกี่ยวกับศิลปินสมัยดึกดำบรรพ์แค่นั้น ยกตัวอย่างเช่นศิลปินกลุ่มบอยแบนด์อย่าง Westlife ที่บอกได้คำเดียวว่าห่างหายไปเสียนานแสนนานซะจนตอนนี้บอยแบนด์หน้าใหม่ขับฟอร์มูล่าวันวิ่งฉิวปาดซ้ายขวากินขาดไปแล้ว การกลับมาด้วยอะไรที่เดิมๆและไม่เทียบเท่ามาตรฐานใหม่จึงดูไม่ค่อยรุ่งอย่างที่เห็นในสมัยก่อน จนไม่อาจคว้าอันดับสวยหรูจากชาร์ตทั่วโลกได้อย่างที่เคยทำไว้กับ My Love อีกนัยหนึ่งจะว่าว่าศิลปินบางคนขาดช่วงการปล่อยผลงานไปนานก็ได้นะคะ

…………………………………

“แป๊ก” เพราะสร้างกระแสเกินจริง

Beyonce

Beyonce

การคัมแบ็คของศิลปินบางคน ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่อลังการดาวล้านดวง ด้วยการจัดแคมเปญนั่นนี่นู่นมูลค่ามหาศาล ไปจนถึงการออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ในการทำงานเพลงและอัลบั้มใหม่ของตัวเอง ด้วยการอ้างชื่อของเหล่าคนเบื้องหลังชื่อก้องที่เคยสร้างเพลงฮิตติดชาร์ตทั่วโลกมาแล้วมากมาย พร้อมความมั่นใจเกินร้อยว่า อัลบั้มที่ออกมานี้จะยิ่งใหญ่…อลังการแบบสุดๆ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพลงใหม่ที่ออกมาดันไม่ได้เข้าขั้น “เป๊ะเว่อร์” ไปเสียทั้งหมด ทำให้บรรดาแฟนคลับที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ นั่งคอตกตามๆกันไป (ยกเว้นพวกที่เทิดทูนประดุจนำพระขึ้นหิ้ง โดยไม่คิดถึงความเป็นจริง) ซึ่งถามว่าหลักๆแล้วคิดถึงศิลปินคนไหน ก็คงต้องแอบบอกว่าคิดถึงคู่หูคู่ฮาแห่ง Telephone อย่าง Lady GaGa และ Beyonce ที่สีท่าอัลบั้มใหม่ของทั้งคู่จะไม่สู้มาตรฐานสูงที่เคยทำไว้ในอัลบั้มก่อนๆ

…………………………………

“แป๊ก” เพราะอาชีพอื่นที่เหมาะมากกว่า

Jessie J

Jessie J

แม้ว่าข้อนี้จะเป็นเหตุผลที่มีความสำคัญน้อยมาก แต่มันคือหลักการของ Stereotype ที่ว่าศิลปินที่ห่างจากการจับไมค์แล้วไปเป็นนางแบบ พิธีกร โค้ช กรรมการตัดสิน ต่างก็ทำให้กระแสในความเป็นนักร้องดร็อปลงไปด้วยกันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างให้เห็นกันแบบตรงไปตรงมา นั่นก็คือ Jessie J และ Christina Aguilera ที่เราเองคงบอกไม่ได้เต็มปากว่าทั้งคู่ล้วนแล้วแต่มีความสามารถที่เพอร์เฟค มีผลงานดีๆการันตีมาแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อเธอทั้ง 2 ต่างก็มานั่งเก้าอี้หมุนแห่งรายการ The Voice นั่นกลับเป็นเหมือนการเข้าสู่โลกแห่งคำสาปที่ว่า “ศิลปินคนใดก็ตามที่มีชื่อเสียงแล้วมาทำหน้าที่กรรมการ…มักจะสร้างชื่อใหม่ให้กับตัวเองโดยลดความสำคัญเดิมที่มีลง” ซึ่งแน่นอนว่า เธอได้รับคำชื่นชมในฐานะของโค้ชที่ดี เนื่องจากมีความสามารถ แต่กระนั้น คนส่วนหนึ่งที่ยังรับรู้ว่าเธอไม่ได้ทิ้งงานเพลงไปไหน กลับลืมไปอย่างสนิทใจว่าพวกเธอเคยร้องเพลงได้ดีมากมาย ก่อนที่จะมาทำหน้าที่ที่แตกต่างนั่นเองค่ะ…

Christina Aguilera

Christina Aguilera

…………………………………

เอาเป็นว่าสุดท้ายอ่านกันแล้วก็คงต้องลองคิดกันดูนะคะ ว่าการกลับมาของแต่ละศิลปินในทุกวันนี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้อง Say Hi ใส่คำว่า “แป๊ก” ด้วยกันทั้งนั้น แต่อยู่ที่ “ระดับความแป๊ก” ว่ามันจะมากหรือน้อยเท่านั้นเองค่ะ ไม่มีใครที่ทำเพลงออกมาได้สมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่มีข้อติ และหามารตรฐานที่สูงกว่า ลายเซ็นของตัวเองที่เคยทำไว้ได้ในอดีตค่า…

By… Benze La Divas

We Are Divas (Movie And Music Update)

…5 อันดับหนังดัง(เว่อร์) ที่ไม่น่าดัง…

ทุกวันนี้การชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องนั้น หลายๆคนมักจะชมเอาความบันเทิงและเนื้อหาสาระอันแปลกใหม่ แต่กระนั้นก็อยู่ภายใต้ของขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ว่า “เพื่อความบันเทิง” อยู่ดี และความบันเทิงเหล่านี้ ก็ทำให้รายได้ที่บรรดาคนทำหนังได้รับไปนั้น มากมายมหาศาลจนเรียกได้ว่า แม้แก่นสารจะไม่มากปริมาณเท่าความรื่นรมย์..แต่หนังก็ขายได้อยู่ดี วันนี้จึงขอรวบรวมเอา 5 หนังที่จัดว่าประสบความสำเร็จ แต่ไม่น่าจะตลาดแตกตามความคิดเห็นส่วนตัว มาให้ได้อ่านกันค่ะ ส่วนจะมีอะไรบ้าง ลองไปติดตามกันได้เลย

 ________________________________________________

อันดับ 5 Fast & Furious 6

ก่อน FF 6 จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีก 1 เรื่องที่หลายต่อหลายคนตั้งตารอคอยมานานแสนนาน ตั้งแต่เริ่มมีกระแสด้านการถ่ายทำ และเมื่อถึงเวลาพรีเมียร์ มันก็สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ได้ในหลากหลายประเทศตามที่คาดการณ์กันไว้ด้วยศักดินาของคำว่าหนัง Blockbuster นั่นเองค่ะ แต่กระนั้น เมื่อมองเทียบกับบรรดาภาพยนตร์อื่นๆที่สร้างภาคต่อออกมาเหมือนกัน กลับรู้สึกว่า FF6 แอบเข้าข่ายการเอาของเก่ามาขายกิน ที่โครงเรื่องแม้จะสดใหม่ก็จริงอยู่ แต่โดยรวมกลับเป็นเพียงการนำเสนอฉากแอคชั่นดุเดือดขับรถวิ่งไล่กันฉิวๆบนถนน ซึ่งนอกจากสิ่งเหล่านั้น บอกได้เลยว่าหาเอาแก่นสารอื่นๆได้ยากยิ่งชีพเลยทีเดียว หลังจากดูแล้ว แม้จะตื่นตาตื่นใจไปกับฉากและบทบาทที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างลวกๆ แต่สุดท้าย ก็กลับถูกพูดถึงแค่เพียงข้ามคืนเฉพาะด้วยเรื่องความระห่ำเรื่องเดียวค่ะ

  ________________________________________________

อันดับ 4 Evil Dead ฉบับ 2013

แม้ว่าปกติแล้วจะชอบภาพยนตร์แนวเขย่าขวัญสั่นประสาทอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เน้นว่าชอบมากที่สุดใน 3 โลก แต่สำหรับ Evil Dead ส่วนตัวจะบอกว่าชอบเว่อร์ก็คงไม่ได้ เพราะแอบผิดหวังเล็กๆ และยังคิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่าที่ได้เห็นใน Trailer ฉบับเลือดสาดเสียอีกค่ะ โดยความรู้สึกหลังจากได้ลองชมจริงๆ มองว่า Evil Dead ภาคนี้ กลับกลายเป็นหนังที่ไม่ต่างจากต้มจับฉ่าย ที่หยิบเอาวัตถุดิบราคาถูก มามิกซ์แอนด์แมชตามสไตล์หนังรีเมค ที่เอาตัวอย่างมาช่วยกระชากเรตติ้งจากบรรดาคนรักหนังสยองขวัญ หรือหนังซาดิส ด้วยการใช้ตัวอย่างสุดสะพรึงเป็นตัวล่อ ราวกับเอาอมยิ้มที่มีเปลือกแสนสวย มายั่วเด็ก 3 ขวบ มากไปกว่านั้น มันยังลดความคลาสสิคที่เคยปรากฏอยู่ในภาคแรกๆไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงแค่ภาพของความสะพรึง และความเสียวซ่านที่ปลายลิ้นเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยนะคะ ที่เปิดตัวสวยงามก็จริง แต่พอสัปดาห์หลังๆ ก็ร่วงผล็อยลงไปอย่างไม่เป็นท่าค่ะ

  ________________________________________________

อันดับ 3 Oblivion

เดี๊ยนเริ่มรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ เอะอะอะไร ก็ต้องทำหนัง Sci-Fi ออกมาเรียกเงินจากบรรดาคอหนังกันตลอดตลอด ใจจริงเดี๊ยนอยากจะยกหนึ่งตำแหน่งในนี้ให้กับ After Earth นะคะ แต่ว่าแลดูมันจะไม่เปรี้ยงเท่า Oblivion ซึ่งส่วนตัวแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นแค่หนังไซไฟตลาดทั่วไป ที่สามารถชมได้แบบเพลินๆฆ่าเวลาที่สุดแสนจะว่างเกินไปได้ ภาพและเอฟเฟคล้วนทำออกมาได้โอเคในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับเลิศเว่อร์ และก็ไม่ได้แย่กะโหลกกะลามากมาย ซึ่งหลายคนอาจจะชื่นชอบ เพราะกอบโกยความบันเทิงไปได้ล้นเหลือ ในขณะที่เดี๊ยน “ก็ชอบนะ” แต่ว่าเราลองมาคิดเล่นๆว่า ถ้าหาก Oblivion ไม่ได้ขาย Tom Cruise หรือเอาดาราดังๆมาเล่น คนจะอยากดูกันมากเท่านี้หรือปล่าว และถ้าว่ากันไปแล้ว เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย นอกจากการขาย Visual Effect กับนักแสดงนำที่เป็นตัวตั้งตัวตีเป็นสัญลักษณ์ทางการค้า ที่ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาดก็เท่านั้นเองค่ะ

  ________________________________________________

อันดับ 2 Pacific Rim

ต่อกันที่ภาพยนตร์ Sci-Fi อีกเรื่องอย่าง Pacific Rim ที่เพิ่งเข้าฉายไปไม่นาน จนได้กระแสตอบรับที่ดีอย่างยิ่งในหลากหลายประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาที่รายได้ไม่ค่อยจะสู้ดีนักค่ะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นอีก 1 เรื่องที่เดี๊ยนเองชื่นชอบในเรื่องของการนำเสนอด้วย Affect สุดตระการตาที่ Impact ในความรู้สึกได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน เดี๊ยนกลับเริ่มมองไม่เห็นความสดใหม่ของเนื้อเรื่อง ที่เป็นเหมือนการจับอุลตร้าแมนและก็อตซิลล่ามาบูรณะเสียใหม่จนก่อเกิดเป็นหุ่นเหล็กเจเกอร์ส และปีศาจไข่จู๋ในแบบฉบับของฮอลลีวูดจ๋า 2013 ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นถึงทางตันของนวัตกรรมภาพยนตร์ไซไฟสมัยใหม่ ที่พยายามจับนั่นนิดนี่หน่อยมาใส่ไว้ แล้วก็กลายเป็นหนังเรื่องใหม่ที่แทบไม่ต้องใช้เวลามากมายในการคิดค้น เพียงเพราะแค่ภาพที่ออกมาอลังการ ก็กินขาด เรียกเงินได้เป็นกอบเป็นกำ หลายต่อหลายล้าน เพราะเข้าตาคอหนังที่รักความเป็นสมัยนิยมค่ะ และยิ่งตอนนี้ได้ข่าวมาว่าจะมีการสร้างภาคต่อ เดี๊ยนเอง ก็เริ่มแอบจิ้นว่า มันจะเอาเรื่องราวมาจากไหนอีก เพราะว่าภาคแรกมันก็จบทุกอย่างไปแล้ว ก่อนจะแอบจิ้นต่อไปว่าถ้ามีภาคหน้า มันจะกลายเป็นหุ่นยนต์หลากสีที่มารวมร่างกันหรือปล่าวก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

  ________________________________________________

อันดับ 1 พี่มาก พระโขนง

พูดถึงหนังฝรั่งไปก็เยอะแล้ว ขอปิดท้ายด้วยหนังไทยของเราบ้างก็แล้วกันนะคะ กับหนังเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ภาพยนตร์ที่กอบโกยรายได้ไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังบ้านเราจนกลายเป็นที่พูดถึงกันในต่างประเทศ ส่วนตัว ไม่ได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงอย่างคนอื่นตามกระแสไวรัลหรอกนะคะ แต่ได้ลองชมหลังจากออกมาเป็นแผ่นแล้วต่างหากค่ะ ก่อนชมได้ยินกระแสมาว่าสนุกนักหนา ฮาจนน้ำตาเล็ด แถมเนื้อเรื่องยังเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันกินใจเว่อร์วี แต่ภายหลังจากที่ได้ชมแล้ว อันนี้คงต้องบอกค่ะว่า เนื้อหาบางส่วนแอบกินใจ โดยเฉพาะฉากเข้าพระเข้านางที่หวานจนแอบจิ้นไปว่าซักวันหนึ่ง เดี๊ยนจะต้องหาผัวแบบนี้บ้าง แต่สุดท้าย เมื่อรวบรวมสติสัมปะชัญญะได้ทั้งหมด ก็กลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ แอบตายด้าน!! เพราะว่ามุขที่ถูกสอดแทรกเอาไว้ในทุก Dialogue ล้วนแล้วแต่เคยมีมาก่อนหมดแล้ว โดยเฉพาะ 4 กุมารจากหนังผีตระกูล “แพร่ง” ที่พยายามจะงัดมุขสุดโบราณออกมาใช้ประดุจกับว่ามันยังคงใหม่และหอมหวนกลิ่นอายของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาอบในยามเช้า…แต่จริงๆมันเริ่มหมดอายุไปแล้ว ในขณะเดียวกัน บทสรุปของเรื่อง ก็กลับออกมาแบบ Over There จนไม่ค่อยน่าโสภานัก โดยเฉพาะฉากแม่นาคสวมบทสไปเดอร์แมนยางยืดหยิบค้อนมาตอกตะปูอุดรอยรั่วบนหลังคาวัด ซึ่งเดี๊ยนปลื้มและฮาไปด้วยไม่ไหวจริงๆค่ะ

  ________________________________________________

เอาเป็นว่าสุดท้ายนี้ เดี๊ยนอยากจะบอกนะคะว่า เดี๊ยนไม่ได้อยากจะใช้บทความนี้ในการโจมตีภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เราได้ชมกันนั้น นอกจากความบันเทิงที่แน่นอนว่าทุกคนจะได้รับแล้ว ก็ยังมีทั้งข้อดีและข้อติอื่นๆในตัวของมันเอง แต่อยู่ที่ว่า คุณจะมองเห็นอะไรมากน้อยเพียงใดเท่านั้นค่ะ ดังนั้น คำคอมเม้นต์ของแต่ละคน มันก็คือการแสดงความคิดเห็นในส่วนที่เราอาจจะมองเหมือนหรือมองต่างเท่านั้น ไม่ได้เป็นการตั้งแง่ว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแต่อย่างใดค่ะ

By… Benze La Divas

We Are Divas (Movie And Music Update)

…7 เพลงขยะ ที่ไม่ควรถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล…

เดี๊ยนว่าทุกวันนี้ บางครั้งศิลปินก็ดูเหมือนจะสร้างสรรค์เพลงดีๆออกมามากมาย แต่ในขณะเดียวกัน เพลงต่างๆเหล่านั้น ก็มักจะมีบางเพลงที่แทบไม่เข้าหูเลย หนำซ้ำยังถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลราวกับว่าเพลงมันดีนักดีหนาซะอีกค่ะ วันนี้ เดี๊ยนเลยขอเอาความเห็นส่วนตัวทั้งหมด ในการนำเสนอ 7 เพลงขยะ ที่แค่คิดว่าจะตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลก็ผิดแล้ว มาฝากค่ะ

beyonce-britney-spears-katy-perry-lady-gaga-movie-rihanna-Favim.com-39582_large

7 เพลงขยะ ที่ไม่ควรถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล

อันดับ 7: Beyonce – Party

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ศิลปินอย่าง Beyonce ได้รับการขนานนามให้เป็นอีก 1 ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่และน่าจับตามองที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผลงานทั้งหมด จะออกมาแบบเป๊ะเว่อร์แบบไม่มีที่ติ โดยเฉพาะกับอัลบั้มที่ผ่านมาอย่าง 4 ที่ดูเหมือนจะพลาดในการเลือกเฟ้นเพลง มาใช้เป็นซิงเกิ้ลค่ะ และแน่นอนว่าซิงเกิ้ลที่พูดถึงนี้คงเป็น Party เพลงที่เธอได้ร่วมมือกับ Andre 3000 และ J. Cole ที่แม้ตัวเพลง จะมีความเป็น Urban มาก และเข้ากับสไตล์อินสไปเรชั่นย้อนยุคของอัลบั้มโดยรวมก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายมันกลับตอบโจทย์ได้เพียงชั่วข้ามคืนและประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ได้มีความฮิตเปรี้ยงปร้าง ในขณะที่เพลงก็ดูฟังไม่ติดหูเอาเสียเลย เสียงของเธอยังแอบไม่เข้ากับดนตรี ที่เธออาจจะคิดว่ามันเพอร์เฟคแล้ว หนำซ้ำสไตล์การร้องของเธอ กลับถูกลดความโดดเด่นจนกลายเป็นเหมือนกับการจับเอาท่อนที่เธอไปร้องไว้ในเพลงของศิลปินคนอื่น มารีไซเคิลใหม่อีกครั้งในคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ก่อนจับรวมกันเป็นก้อนๆ แล้วนำมายัดลงในอัลบั้มของเธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 6: Britney Spears – I Wanna Go

ส่วนอันดับ 6 เดี๊ยนคงต้องแอบยกให้เป็นของ Britney Spears นักร้องสาวลูกสองที่ดันไปพลาดในการหยิบยกเอาเพลง I Wanna Go ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลที่ 3 สำหรับโปรโมทอัลบั้ม Femme Fatale ของตัวเอง ซึ่งความจริงแล้ว ตัวเพลงแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากความสดใส กะโหลกกะลา กระโดดเต้นแร้งเต้นการาวกับสาวแรกรุ่น ทั้งที่ความจริงวัยของเธอก็ล่วงเลยไปเสียแล้ว นอกจากนี้ I Wanna Go ยังไม่อาจตอบโจทย์ในคอนเซ็ปท์ดั้งเดิมของความเป็น Femme Fatale ได้ชัดเจนมากนัก อีกทั้งยังมีเพลงอื่นๆที่เหมาะสมกับการขึ้นแท่นซิงเกิ้ลติดหูไม่ว่าจะเป็น Big Fat Bass, (Drop Dead) Beautiful รวมไปถึงเพลงที่ซ่อนความร่านเงียบอย่าง He About To Lose Me และ Selfish ที่น่าจะถูกใช้เป็นตัวเลือกแรกๆซะมากกว่า เพราะถ้าหากเพลงเหล่านี้ ถูกนำมามิกซ์ใหม่ก่อนตัดเป็น Radio Edit โดยโปรดิวเซอร์ฝีมือดีๆซักคน แน่นอนว่า ไม่ว่าจะซ่องไหนก็คงต้องเตรียมเสาไว้ให้ได้จับเต้นรูดไปรูดมาด้วยท่าสุดเย้ายวนใจชายเป็นอย่างแน่แท้ค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 5: Lady GaGa – Marry The Night

แม้ส่วนตัวจะค่อนข้างปลื้มกับความหมายของเพลง Marry The Night พอตัว แต่สำหรับเดี๊ยนแล้ว วินาทีนี้ เดี๊ยนคงต้องบอกว่า มันช่างไม่เหมาะเจาะเสียนี่กระไรที่จะตัดเอาเพลงจังหวะรัวระทึกราวกับเอาวงมโหรี มาปิดงานเลี้ยงร่ำลานะคะ พูดไปก็เหมือนจะ 2 จิต 2 ใจ แต่จริงๆแล้ว แอบปลื้มและลุ้นให้ Lady GaGa ตัดเพลงหากินตามงานวัดอย่าง Hair ออกมาเป็นซิงเกิ้ลที่มี Music Video ชัดเจนมากกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับ Marry The Night แล้ว Hair ยังดูเหนือชั้นและมีความหมายที่กินใจ เหมาะสำหรับคนส่วนรวมมากกว่า เพลงสุดแสนยืดยาวที่ถูกยัดเยียดให้ผู้ฟังต้องฟังจนจบ หนำซ้ำวิดีโอ ก็สุดแสนจะยาวย้วยเยิ่นเย้อราวกับนำเสนออีปิค ดูจบครั้งเดียวก็รู้สึกว่าเกินพอ ไม่ขอดูรูตูดกาก้า และความบ้าระห่ำของเธอซ้ำไปซ้ำมา ตามแบบฉบับดราม่าน้ำเน่าบอกเล่าเรื่องราวของสาวหากินริมฟุตบาทจนมาถึงสาวน้อยที่มีรายได้ถล่มทะลายเฉกเช่นปัจจุบัน และแน่นอนค่ะ เดี๊ยนเชื่อว่าหลายคนคงดูแค่ครั้งเดียวก็อ๊วกแตกอ๊วกแตนแล้ว อีกใจหนึ่ง เดี๊ยนเองก็แอบอยากให้ตัด Scheiße ออกมาเป็นซิงเกิ้ล ที่มีจังหวะสนุกๆ เร้าใจให้เหล่าบรรดาสาวกได้แดนซ์กันจนวิกหลุด เมคอัพเยิ้ม ก่อนร้องเพลง Hair ฉบับอคูสติคสวยๆให้ได้โบกมือลากันราวงานเลี้ยงจบ เป็นขวัญกำลังใจที่ดีให้กับบรรดาเก้งกวางบ่างชะนีที่กำลังท้อแท้ มากกว่าการปิดท้ายตุ้นๆด้วย Marry The Night ราวกับคนขี้เกียจโปรโมทต่อซะงั้นค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 4 … Nicki Minaj – I Am Your Leader

ทุกวันนี้ Nicki Minaj ถือว่าเป็นแรปเปอร์หญิงแห่งยุคที่ใครๆต่างก็ต้องซูฮกให้กับความสามารถและสไตล์อันเป็นตัวของตัวเอง แต่กระนั้น การเลือกเพลงเพื่อตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล โดยเฉพาะ I Am Your Leader ก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยเข้ากับบั้นท้ายขนาดยักษ์ของตัวนางเองเลยแม้แต่น้อย เพลงในอัลบั้ม Pink Friday: Roman Reloaded ถือว่ามีหลากหลายเพลงที่เหมาะแก่การหยิบมาใช้เป็นซิงเกิ้ลอย่างยิ่ง แต่กับ I Am Your Leader แล้ว ถือเป็นข้อยกเว้น และมันคือการเลือกแบบส่งเดช เลือกราวกับใช้หัวนมคิด เพราะตัวเพลงแทบไม่มีความโดดเด่น ไม่ติดหู ไม่น่าขึ้นชาร์ต และแม้แต่แฟนเพลงก็ยังแทบไม่พูดถึงเลยแม้แต่น้อย แถมความน่าเอียนยังอยู่ที่ความน่าเบื่อของดนตรีที่เรียบจนเกินไป กระแสของเพลงโผล่มาวูบเดียวในช่วงที่ Music Video ถูกปล่อยออกมา แต่ในที่สุดก็กลับดับมืดบอดสนิทราวกับไฟดับทั้งเมือง ไร้ซึ่งแสงสว่าง ตูดกับหน้าอกหน้าใจใหญ่ระทึก ดันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นค่ะ ส่วนเรื่องของ MV เดี๊ยนกลับคิดว่ามันเป็นอะไรที่เฉยๆมาก ตัดต่อได้แย่ราวกับการ “คัต-ชน” แบบกระจอกๆ ไม่ลงทุนอะไรมากมาย ดังนั้น ถ้าหากว่า Nicki จะเปลี่ยนจากการโหมยกตูดประเคนเพลงดังกล่าว ไปจัดเต็มกับเพลง Va Va Voom ให้ออกมาไม่เหมือนกับเบื้องหลังการถ่ายแบบแล้วล่ะก็ มันน่าจะออกมาดีกว่านี้เยอะมากค่ะ อ่อ..ลืมบอก ว่าการเอาภาพจาก I Am Your Leader มาใช้เป็นน่าปกอัลบั้ม The Re-Up ถือเป็นเรื่องสิ้นคิดอย่างยิ่ง เพราะวินาทีแรกที่เห็น เดี๊ยนคิดว่าหน้าปก Fan-Made ค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 3 … Selena Gomez – Come & Get It

ส่วน 3 อันดับต้นนี้ เดี๊ยนขออิงกระแสเพลงใหม่ๆบ้างแล้วกันนะคะ เริ่มที่อันดับ 3 กับเพลง Come & Get It ซิงเกิ้ลเปิดตัวจากอัลบั้ม Stars Dance ของสาวน้อย Selena Gomez ที่แม้ความจริงจะมีอยู่ว่า เพลงแอบเข้ากับคอนเซ็ปอัลบั้ม มีความแตกต่าง และติดหูในระดับกลางๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า นี่จะเป็นตัวเลือกที่ดีมากพอที่จะนำมาใช้ในการสร้างจุดขายให้กับอัลบั้มของเธอ เพราะโดยรวมแล้ว อัลบั้มนี้มีเพลงอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจ และเหมาะกับการนำมาเปิดอัลบั้มแบบสวยๆมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลงจังหวะสนุกๆตื้ดๆอย่าง Save The Day ไปจนถึงเพลง Like A Champion ที่ดูเหนือชั้นอยู่หลายต่อหลายขุม ในส่วนของ Music Video ภาพรวม เรียกได้ว่าสวย ดูแล้วแอบเจริญหูเจริญตา แม้บางฉากจะคล้ายกับฉากเดิมๆใน Music Video เก่าๆของเธออยู่บ้าง แต่ความผิดพลาด ดูเหมือนจะอยู่ที่การ Movement และการโยกย้ายของสาวเจ้า ที่ดูไม่ค่อยจะอินกับเพลงมากนัก หนำซ้ำยังเหมือนกับเด็กหัดเต้นเพลงสไตล์ Bollywood ที่มาแบบเกร็งๆราวกลัวเต้นผิด ในขณะที่ส่วนของการนำไปแสดง ณ เวทีต่างๆ เดี๊ยนกลับรู้สึกว่า Come & Get It ยิ่งดูดับดับสนิท น่าเอือมระอา และไม่ถือเป็นการแจ้งเกิดเลย เพราะว่าเพลงนี้ มันดันไปเหมาะกับการตัดสั้นๆ เป็น Interlude ของอัลบั้มหรือเพลงสำหรับใช้แสดง ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเอามาร้องทั้งเพลงก็ได้ค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 2 … Demi Lovato – Heart Attack

ใจจริงแล้ว เดี๊ยนแทบไม่อยากจะพูดถึงเพลงนี้สักเท่าไร กับเพลง Heart Attack ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้ม DEMI ของสาวอวบ Demi Lovato ที่เดี๊ยนบอกได้คำเดียวว่าฟังแล้วเหนื่อยที่สุดใน 13 ยมโลก เพราะว่าเสียงของเธอเหมาะกับเพลง Pop บริสุทธ์ ที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการออโต้จูนและเทคนิคแพรวพราวจนเสียความเป็น Demi ฉบับดั้งเดิมไป อีกนัยหนึ่ง เดี๊ยนยิ่งเกลี๊ยดเกลียดเข้าไปใหญ่ ก็ตรงที่ว่า สาว Demi เธอเคยบอกว่า เธอจะรักษาความเป็น Pure Pop เอาไว้เฉกเช่นเดียวกับอัลบั้มก่อน ซึ่งกลายเป็นว่า นางกลับกลืนน้ำลายตัวเอง ทำลายหัวใจของเดี๊ยนด้วยเสียงประหลาด แหกปาก และ ตะคอกไปมาราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตของนักดนตรีร๊อคแบบบ้านๆ ที่ร้องในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดเลยแม้แต่น้อย..(เอ๊ะ ส่วนตัวแล้วคิดว่าจังหวะประมาณนี้น่าจะเหมาะกับ Avril Lavigne มากกว่านะ) เดี๊ยนพอจะเข้าใจว่า Demi อาจจะเพียงต้องการสร้างความตื่นเต้นและความแตกต่างให้กับบรรดาแฟนเพลง แต่สำหรับเดี๊ยนเอง ถ้าหากว่านังอวบเธอจะใช้ Really Don’t Care ที่ร้องเอาไว้กับสาวเสียงแหลม Cher Lloyd เดี๊ยนบอกได้เลย ว่ามันน่าจะออกมาเปรี้ยงปร้างและตูมตามตลาดเพลงแตกมากกว่านี้ค่ะ และเมื่อพูดถึง Music Video เดี๊ยนงงว่าสาว Demi เธอจะเล่นกับน้ำมันเครื่องเพื่ออะไร เพราะภาพที่ออกมา มันแอบดูสกปรก ไม่ได้ดูดีเหมือน Shakira ใน La Tortula เลยสักกะนิด แถมอีช่วงที่เธอพยายามแสดงออกด้วยลุคส์สาวร๊อค จะบอกว่า Kelly Clarkson ก็น่าจะทำได้ดีกว่ามากมายค่ะ

_______________________________________________________________________

อันดับ 1: Rihanna – What Now

แม้ว่าความจริงแล้ว เพลง What Now จะยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการ ว่าจะถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลต่อไปสำหรับใช้ในการโปรโมทอัลบั้ม Unapologetic ของคุณนาย Rihanna ก็ตาม แต่เท่าที่กระแสออกมาตอนนี้ เดี๊ยนคิดว่า อัลบั้มล่าสุดนี้ถือเป็นอัลบั้มที่รวมเอาเพลงขยะมากมายที่ฟังแล้วไม่เสนาะหูเอาเสียเลย ยกเว้นเพลง Stay, Diamonds และ Nobody’s Business ที่เดี๊ยนชอบเว่อร์ ส่วนเพลงอื่นฟังแล้วปวดหัวเสียแทบทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน What Now เป็นเพลงที่จังหวะเริ่มต้นดูเหมือนจะเวิร์คและพาให้ความรู้สึกฉ่ำไปได้ยันจบเพลงเฉกเช่นเดียวกับ Stay แต่ที่ไหนได้ ดันตกม้าตายตอนท่อนฮุค ที่ดูเหมือน Rihanna จะสะกดคำว่า “พอดี” ไม่เป็นเลยเสียทีเดียว นอกจากนี้ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลงที่น่าสนใจ แต่กลับมองไม่เห็น (เช่นเดียวกับดั้งและนมของเธอ) ไม่ว่าจะเป็น Nobody’s Business, Get It Over Me และ Half Of Me ที่มีความเก๋ไก๋อยู่ในตัวมากกว่าเพลงที่เน้นดนตรีแนว Techno Dubstep ค่ะ อัลบั้ม Unapologetic เรียกได้ว่ามีการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ฝีมือดีมากมาย แต่เพลงโดยรวมออกมาแล้วเหมือนต้มจับฉ่ายเละๆ ที่ไม่ได้สร้างความจรรโลงลิ้นจรรโลงหูให้กับผู้รับสารเลยแม้แต่น้อยนิด เมื่อเทียบกับอัลบั้มก่อนๆอย่าง Good Girl Gone Bad, LOUD และ Talk That Talk ที่ออกมาดีกว่าอยู่หลายต่อหลายขุม โดยเฉพาะ LOUD ซึ่งตัวเดี๊ยนเองขอยกย่องให้เป็นอัลบั้มที่เป็นที่สุดของ Rihanna เลยล่ะค่ะ

By… We Are Divas (Movie And Music Update)